แบบทดสอบ เทคนิคปรับลดพฤติกรรมเสี่ยง
เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ เทคนิคปรับลดพฤติกรรมเสี่ยง
แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ
แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาอาการปวดหลัง โดยเฉพาะหลังส่วนบนลามถึงบริเวณคอ และเมื่อถามถึงสาเหตุของอาการดังกล่าว จะพบว่ามีทั้งสาเหตุที่แก้ไขได้ด้วยตัวเอง และอีกหลายสาเหตุต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือ มาดูกันว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่พอจะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง
อาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานาน เป็นอาการเจ็บป่วยที่พบบ่อย และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนต้องลาหยุดงาน ทั้งนี้ท่าทางการนั่งที่ไม่ถูกวิธีและการแบกน้ำหนักที่มากเกินไป เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ปวดหลัง
การแก้ไขคือ ถ้าคุณนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรตั้งหน้าจอให้อยู่ในระดับสายตาเพื่อที่จะไม่ต้องก้มมองหน้าจอ ขอเสริมอีกว่าหากงานของคุณต้องมีบางช่วงบางเวลาต้องยกของหนัก ให้ใช้ท่างอหัวเข่า หยิบจับของ แล้วใช้แรงขาช่วย ไม่ใช้การก้มตัวลงไปยกของโดยตรง
เรามักใส่ใจกับการออกกำลังกายไปยังอวัยวะหรือกล้ามเนื้อเป้าหมายโดยตรง จนลืมให้ความสำคัญกับกล้ามเนื้อบริเวณอื่นซึ่งช่วยรักษาสมดุลของร่างกายไว้ เมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแล ร่างกายอาจขาดสมดุล นำไปสู่อาการปวดของกล้ามเนื้อหลังหรือคอได้
การแก้ไขคือ ควรให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายทุกสัดส่วน และลองใช้การออกกำลังกายพิลาทิส (Pilates exercises) เพื่อป้องกันอาการ ปวดหลัง และช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อพื้นฐานที่อาจลดความเสี่ยงต่อการปวดได้
แม้กระเป๋าสะพาย จะถูกออกแบบมาเพื่อให้สะพายที่ไหล่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะดีต่อร่างกายเสมอไปเพราะการสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่ง จะส่งผลต่อไหล่หรือคอ ทำให้เกิดอาการปวดตามมา และอาจถึงขั้นกระดูกสันหลังบิดได้ในกรณีใช้งานระยะยาว
การแก้ไขคือ ในวันที่ต้องบรรจุของปริมาณมาก แนะนำให้เปลี่ยนจากกระเป๋าสะพาย เป็นกระเป๋าเป้หลัง(Backpack) แทน ข้อดีคือน้ำหนักจะกระจายทั่วไหล่ทั้งสองข้าง แต่ต้องมั่นใจว่าน้ำหนักในกระเป๋าเป้หลัง ต้องไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวด้วย
ทุกครั้งที่คุณสูบบุหรี่ นั่นหมายถึงคุณลดปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อ ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาต่อกล้ามเนื้อ และความเสื่อมสภาพของระบบต่างๆในร่างกายตามมา
การแก้ไขคือ ลดหรืองด การนำสารนิโตตินจากบุหรี่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งจากการสูดดมควันโดยทางอ้อม และสูบบุหรี่เข้าสู่ร่างกายโดยตรง
เมื่อมีความเครียด ร่างกายจะตอบสนองด้วยอาการปวด ตึงกล้ามเนื้อ ความรู้สึกเหล่านี้เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อภาวะดังกล่าว และเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดได้การแก้ไขคือ อย่าเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ เพราะจะทำให้ความเครียดเพิ่มมากขึ้น หาวิธีเยียวยาจิตใจ ปรับมาเน้นไลฟ์สไตล์สุขภาพ ทำกิจกรรมกับกลุ่มคนรักสุขภาพ สามารถลดปัญหาลงได้มาก
สาเหตุอาการปวดหลังข้างต้น เป็นสาเหตุที่ยังสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่ยังมีบางสาเหตุ ที่คุณอาจไม่สามารถควบคุมได้ สาเหตุเหล่านี้ คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาทันที
เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.prevention.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com
การดำเนินชีวิตประจำวัน มีกระบวนการต่าง ๆ ที่จำเป็นเกิดขึ้นในร่างกาย ภายหลังเสร็จสิ้นแต่ละกระบวนการจะมีของเสียเกิดขึ้น ทั้งในส่วนที่ร่างกายไม่ต้องการและส่วนที่ร่างกายต้องการอยู่บ้าง แต่มีปริมาณมากเกินจนต้องขับออก ของเสียดังกล่าวมีทั้งที่อยู่ในรูปของ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ
ร่างกายจะมีวิธีในการขับถ่ายของเสียแต่ละประเภทแตกต่างกัน โดยมีการขับถ่ายของเสียที่เป็นของแข็ง ทางลำไส้ใหญ่ผ่านอุจจาระ การขับถ่ายของเสียที่เป็นน้ำ ทางไตผ่านปัสสาวะและทางผิวหนังผ่านเหงื่อ การขับถ่ายของเสียที่เป็นก๊าซ ออกทางปอด ผ่านลมหายใจออก
โรคลำไส้อักเสบ โรคริดสีดวงทวารหนัก โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคไตวาย กรวยไตอักเสบ ท่อปัสสาวะอักเสบ
โรคลำไส้อักเสบ เป็นโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร โดยอาการที่แสดงออกจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าการอักเสบอยู่ที่ส่วนใด รวมถึงเกิดจากสาเหตุใด เชื้อโรคประเภทใด รวมถึงการเป็นโรคลำไส้อักเสบ ชนิดเฉียบพลันหรือชนิดเรื้อรัง
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคนี้พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงอยู่ติดกับปากช่องคลอด สั้นกว่าท่อปัสสาวะของผู้ชาย และอยู่ใกล้ทวารหนัก ซึ่งมีเชื้อแบคทีเรียจำนวนมาก จึงมีโอกาสติดเชื้อสูงกว่าอาการที่พบบ่อยได้แก่ ปัสสาวะบ่อย ถ่ายปัสสาวะไม่สุด ปวดแสบ ขัดขณะปัสสาวะ รวมถึงปัสสาวะขุ่น บางครั้งมีเลือดปนหรือมีกลิ่นผิดปกติ
โรคริดสีดวงทวารหนัก โรคนี้จะทำให้หลอดเลือดบริเวณลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มีอาการบวมและโป่งพอง รวมทั้งมีบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ จึงควรไปพบแพทย์ ตั้งแต่เริ่มมีอาการ
โรคไตวาย เป็นโรคที่เกิดจากไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือด ทำให้มีของเสียตกค้างในร่างกาย รวมถึงการเสียสมดุลของระดับน้ำ และแร่ธาตุในร่างกาย โรคไตวายมีทั้งแบบที่เป็นไตวายเฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง สาเหตุมีหลายประการ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การมีความดันโลหิตสูง และการเป็นโรคเบาหวาน
กรวยไตอักเสบ เป็นภาวะที่เกิดการติดเชื้อบริเวณกรวยไต จนมีการอักเสบ ผู้ป่วยมักจะมีอาการแบบเฉียบพลัน ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ปวดท้อง ปัสสาวะบ่อย เจ็บแสบเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น อาจมีเลือดปน มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น
ท่อปัสสาวะอักเสบ สาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อบริเวณท่อปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยพบสาเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อที่ไม่ใช่เพศสัมพันธ์และไม่เกิดจากการติดเชื้อเป็นส่วนน้อย โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากในทางกายภาพ ท่อปัสสาวะของผู้หญิงมีโอกาสรับเชื้อได้สูงกว่าท่อปัสสาวะของผู้ชาย
มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ในลำไส้ใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลง จากเซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งโดยมีการเพิ่มจำนวนจนร่างกายควบคุมไม่ได้ ในระยะแรกๆ อาจเป็นเพียงแค่เนื้องอกธรรมดา อาจไม่พบอาการ หรือมีอาการแต่ปล่อยทิ้งไว้ โดยเนื้องอกนั้นเวลาผ่านไป อาจกลายเป็นมะเร็งได้
เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : en.wikipedia.org th.wikipedia.org th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาพบว่าสิ่งมีชีวิตมีระบบที่สำคัญในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในรอบวัน เสมือนนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) ในมนุษย์ ระบบดังกล่าวจะควบคุมการหลั่งฮอร์โมนเพื่อความตื่นตัว เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกาย เพื่อควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น (มืด-สว่าง) และเพื่อควบคุมระดับอุณหภูมิร่างกาย
รวมถึงพฤติกรรมและสรีรวิทยาในเรื่องอื่น ๆ ถ้าระบบนาฬิกาชีวภาพปกติ ร่างกายจะเกิดสมดุล ส่งผลให้สุขภาพเป็นปกติ แต่ถ้าคนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือมีพฤติกรรมที่ทำให้ระบบของนาฬิกาชีวภาพผิดปกติไป ผลเสียต่อสุขภาพจะตามมา
มีศูนย์ควบคุมวงจรการหลับ-ตื่นในร่างกาย ตั้งอยู่ที่ Suprachiasmatic nucleus (SCN) ของสมองส่วนไฮโปธารามัส (Hypothalamus) โดยมีการศึกษาพบคุณสมบัติที่สำคัญคือ สามารถสร้างจังหวะการทำงานขึ้นมาได้เอง และถูกตั้งค่าใหม่ได้โดยแสงสว่าง ปกติในช่วงสว่างเมื่อจอประสาทตาหรือเรตินา (Retina) ได้รับแสงจะส่งสัญญาณไปยัง SCN โดย SCN จะแปรสัญญาณไปยังส่วนต่าง ๆ ของสมองที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย หากเป็นตอนเช้าสัญญาณจะส่งผลให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และชะลอการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin)
ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นและมีความพร้อมสำหรับกิจกรรม ขณะที่ในช่วงมืด จอประสาทตาหรือเรตินา เมื่อได้รับแสงน้อยลง ต่อมไพเนียล (Pineal gland) จะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ออกมามากขึ้น SCN จะแปรสัญญาณส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของสมอง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนอนหลับโดยร่างกายจะมีอุณหภูมิและความดันโลหิตลดลง และอาศัยช่วงเวลาที่นอนหลับซ่อมแซม ฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ จัดระเบียบความคิด ความจำในด้านต่าง ๆ ทำให้ร่างกายสามารถดำเนินกิจกรรมในเวลาต่อมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสภาวะอารมณ์ที่ดี
ในชีวิตประจำวัน มีหลายๆปัจจัยที่มีอิทธิพลทำให้นาฬิกาชีวภาพผิดปกติ ทั้งด้านสรีรวิทยา ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม โดยนาฬิกาชีวภาพที่ผิดปกติจะส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : en.wikipedia.org ejournals.swu.ac.th thestandard.co
ภาพประกอบจาก : myeivf.com
ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system)ของมนุษย์ เป็นแบบปฏิสนธิภายในร่างกาย โดยเพศชายจะหลั่งอสุจิจำนวนมากในช่องคลอดของเพศหญิง อสุจิจะเดินทางเข้าไปในมดลูก และท่อนำไข่เพื่อปฏิสนธิกับไข่ ภายหลังการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะมีการฝังตัวและเจริญเติบโตที่ผนังมดลูก โดยอยู่ในครรภ์ประมาณ 9 เดือน ในระหว่างนั้นต่อมน้ำนมจะทำการผลิตน้ำนม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้นมของเพศหญิง
สามารถแยกออกเป็น 3 กลุ่มตามหน้าที่
ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system) ของมนุษย์ เพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิตั้งแต่อายุประมาณ 12 – 13 ปี โดยในการหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้ง จะมีตัวอสุจิเฉลี่ยประมาณ 350 – 500 ล้านตัว โดยปริมาณน้ำอสุจิและตัวอสุจิแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องเช่น อายุ ความแข็งแรง เชื้อชาติ อื่น ๆ น้ำอสุจิจะถูกขับออกจากร่างกายตรงปลายสุดขององคชาต โดยตัวอสุจิเมื่อออกสู่ภายนอกจะมีชีวิตอยู่ได้ 2 – 3 ชั่วโมง ในขณะที่อยู่ในมดลูกของเพศหญิงได้นาน 24 – 48 ชั่วโมง
ต่อมลูกหมากโต หย่อนสมรรถภาพทางเพศ มะเร็งต่อมลูกหมาก ไส้เลื่อน
อวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ส่วนใหญ่อยู่ภายในร่างกายบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยส่วนที่อยู่ภายในประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ รังไข่ (Ovary) ทำหน้าที่สร้างเซลล์ไข่ (Ovum) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธ์เพศหญิงและผลิตฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) มดลูก (Uterus) เชื่อมกับรังไข่ต่อจากท่อนำไข่ มีหน้าที่รองรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิ และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ มดลูกส่วนที่ต่อกับช่องคลอดจะมีส่วนที่เรียกว่า ปากมดลูก ช่องคลอด (Vagina) เป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อกับมดลูก มีหน้าที่เป็นช่องทางให้อวัยวะเพศชายสอดใส่และรองรับอสุจิที่หลั่งขณะมีเพศสัมพันธ์รวมถึงการเป็นช่องทางคลอดออกสู่โลกของทารก
สำหรับอวัยวะเพศหญิงที่อยู่ภายนอก ประกอบด้วยแคมใหญ่ แคมเล็กและปุ่มคริสตอริส (Clitoris) ซึ่งปุ่มนี้จะมีเส้นประสาทอยู่เป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ในเพศหญิง จะมีการหลั่งเมือกจากต่อมบาร์โธลีน (Bartholin’s glands) ทำหน้าที่ช่วยในการหล่อลื่นและปรับลดความเป็นกรดในช่องคลอด
เพศหญิงเมื่อเข้าอายุ 12 – 13 ปี ไข่จะเริ่มสุก แล้วตกจากรังไข่ เรียก การตกไข่ (Ovulation) โดยจะตกเดือนละ 1 ใบ สลับข้างกัน ไข่ที่ตกจะเคลื่อนเข้าสู่ท่อนำไข่ ระหว่างนั้นมดลูกจะเริ่มขยายขนาดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ทำให้ผนังมดลูกด้านในหนาตัวขึ้น และมีหลอดเลือดฝอยมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิ ในกรณีที่ไข่ไม่ได้รับการผสมจะค่อยๆฝ่อตัวไป ทำให้หลอดเลือดฝอยบริเวณผนังมดลูกเกิดการสลายตัว เกิดเลือดหรือก้อนเลือดไหลผ่านช่องคลอดออกมา เรียก การมีประจำเดือน (Menstruation) ในขณะที่ผนังมดลูกค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ
ช่องคลอดอักเสบ ปีกมดลูกอักเสบ อุ้งเชิงกรานอักเสบ เชื้อราในช่องคลอด ซีสต์ในรังไข่ ปวดประจำเดือน มะเร็งปากมดลูก
ช่องคลอดอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ แบคทีเรียหรือเชื้อราในช่องคลอด ทำให้เกิดการอักเสบ มีตกขาวผิดปกติ เช่น มีสีเปลี่ยน มีกลิ่นเหม็น มีเลือดปน รวมถึงมีอาการคันหรือแสบช่องคลอด
ปีกมดลูกอักเสบ เป็นส่วนหนึ่งของโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ โดยมีการติดเชื้อซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่บริเวณท่อนำไข่และต่อมาเกิดการอักเสบ การติดเชื้อสามารถเกิดได้กับปีกมดลูกข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องน้อย ปวดแบบเสียด ๆ คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออก อาจมีไข้
อุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นการติดเชื้อบริเวณระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณอุ้งเชิงกราน เช่น มดลูก ปีกมดลูก รังไข่ มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาการมีความแตกต่างกันบ้างตามอวัยวะที่อักเสบ
เชื้อราในช่องคลอด เป็นการติดเชื้อราภายในช่องคลอด ทำให้เกิดการระคายเคือง การคัน การบวมแดงของช่องคลอด รวมถึงตกขาวที่ผิดปกติ
ปวดประจำเดือน เป็นอาการที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างการมีประจำเดือน โดยจะปวดบีบเป็นพัก ๆ บริเวณท้องน้อย อาจร้าวไปถึงบริเวณหลัง บริเวณก้น หรือบริเวณต้นขา บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หน้ามืด เป็นลมร่วมด้วย
มะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เอชพีวี ชนิดที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก โดยไวรัสชนิดนี้จะติดต่อผ่านบาดแผลหรือรอยถลอกของอวัยวะสืบพันธ์ในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ และจะทำให้เซลล์ปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นมะเร็งได้ในเวลาหลายปี หลังจากนั้น
เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com www.britannica.com th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com
เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะ (Cell, Tissue and Organ) คือ องค์ประกอบพื้นฐานของร่างกาย เริ่มจาก เซลล์ (Cell) โดยเซลล์หลาย ๆ เซลล์รวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื้อ (Tissue) เนื้อเยื้อหลาย ๆ ประเภทจะรวมกลุ่มเป็นอวัยวะ (Organ) และอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะจะทำหน้าที่ประสานกันเป็นระบบอวัยวะ (Organ system) โดยระบบทุกระบบจะทำงานประสานกันเพื่อให้ร่างกาย (Body) อยู่ได้
เซลล์ (Cell) เป็นหน่วยเล็กที่สุดของสิ่งมีชิวิต ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปเพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ของเซลล์นั้น ๆ เช่น เซลล์ประสาทมีรูปร่างผอมยาว และมี myelin ห่อหุ้มซึ่งเป็นฉนวนตามธรรมชาติ และสามารถส่งกระแสประสาทได้ เซลล์กล้ามเนื้อจะหนาและยาว สามารถยืดและหดตัวเพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานได้ เซลล์เม็ดเลือดแดงจะแบนและเป็นรูปไข่ ลอยอยู่ในเลือดและสามารถจับออกซิเจนได้ ในขณะที่เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถกินเชื้อโรค หรือต่อต้านการติดเชื้อได้
เนื้อเยื่อ (Tissue) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากเซลล์ชนิดเดียวกันมารวมกัน เพื่อทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง เช่น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ จะประกอบไปด้วยกลุ่มของเซลล์กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อไขมัน จะประกอบไปด้วยกลุ่มของเซลล์ไขมัน เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จะใช้เรียกเนื้อเยื่อหลายชนิดที่มีความแข็งเหนียว เช่น เส้นเอ็น (tendon) หรือเอ็นยึดกระดูก (ligaments) ส่วนใหญ่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องการปฐมพยาบาล จะมีการกล่าวถึงเนื้อเยื่อมากกว่าเซลล์ เพราะเซลล์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในขณะที่เนื้อเยื่อสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าจึงสามารถบริหารจัดการได้ เช่น การเย็บแผลให้ติดกัน จะเป็นการยึดเนื้อเยื่อเอาไว้ ไม่ใช่เซลล์แต่ละเซลล์
อวัยวะ (Organ) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากเนื้อเยื่อหลาย ๆ ชนิด มาอยู่รวมกัน และทำหน้าที่ที่มีความซับซ้อนแต่เป็นอย่างเดียวกัน เช่น หัวใจเป็นอวัยวะ ซึ่งมีเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และเนื้อเยื่อประสาท เนื้อเยื่อแต่ละประเภททำงานที่ซับซ้อนร่วมกัน เพื่อให้ หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปปอด และไปทั่วร่างกาย ทั้งนี้อวัยวะสามารถทำงานได้มากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น ตาสามารถรับรู้สี การเคลื่อนไหว และแสง โดยตาสามารถขยับและปรับโฟกัสได้ อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย คือ ผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของชั้นเนื้อเยื่อ ที่ทำงานซับซ้อนร่วมกัน เพื่อให้ผิวหนังสามารถป้องกันขั้นแรกต่อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรค ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายรวมถึงการกำจัดของเสียผ่านเหงื่อ
เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.honestdocs.co haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.khanacademy.org
การดูแลเต้านมของสาว ๆ ให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะการตรวจหาความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมตั้งแต่ต้นเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ลักษณะของเต้านมไม่ได้เหมือนกันตลอดเวลา บางครั้งการสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้หลาย ๆ คนเข้าใจผิด เกิดความกังวลมากเกินไป ในทางกลับกัน การเปลี่ยนแปลงของเต้านมบางอย่าง กลับเป็นสัญญาณเตือนถึงอันตราย การตื่นตัวให้ความสำคัญและรีบไปพบแพทย์จึงเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น การรู้จักเต้านมมากขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ
จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเต้านม อาจทำให้คุณกังวลได้ แต่บางครั้งสิ่งที่คุณกังวลกลับเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นกับเต้านมของทุกคน ตัวอย่างเช่น
แต่เมื่อใดก็ตาม ที่คุณสังเกตเต้านมของคุณมีอาการ หรือการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัดทันที
ทั้งนี้อาการดังที่กล่าวมา ไม่ได้หมายถึงว่าต้องเป็นอาการที่เป็นอันตรายแต่อย่างเดียว ในความเป็นจริงมันอาจจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ต้องทำอะไรมาก เช่น คันระคายเคืองจากเนื้อผ้า หรือความรัดของเสื้อที่สวม หรือจากการติดเชื้อบางชนิดที่พบได้ทั่วไป จนกระทั่งถึงเรื่องของมะเร็งเต้านม ซึ่งต้องพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวางแผนการรักษาอย่างรีบด่วน
พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเคยเลือกใช้ยาคุมกำเนิด รวมถึงครอบครัวมีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านมมาก่อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเมื่อคุณเข้าพบแพทย์ ควรจะแจ้งให้แพทย์ทราบถึงปัจจัยเสี่ยงด้วยทุกครั้ง
โดยธรรมชาติของคุณแม่ตั้งครรภ์ จะมีเต้านมขนาดใหญ่และมีความนุ่มมาก ส่วนบริเวณหัวนมจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ มองเห็นเส้นเลือดชัดมาก ขณะที่เนื้อเยื่อเต้านมจะเป็นก้อนคลำได้ ช่วงเวลานี้ซีสต์ หรือถุงน้ำ และเนื้องอกอาจเกิดขึ้นได้ โดยส่วนใหญ่ไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ดี หากคุณมีอาการผิดปกติ หรือไม่แน่ชัดกับอาการ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
ในวัย 40 อัพ ต่อมน้ำนมจะลดขนาดลง และอาจถูกแทนที่ด้วยชั้นไขมันใต้ผิวหนังซึ่งอาจทำให้ขนาดของเต้านมเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ วัยที่เพิ่มขึ้นความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมจะเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี หรือผู้หญิงที่ประจำเดือนหมดล่าช้าหลังอายุ 55 ปี ดังนั้น คุณควรปรึกษาและเข้าพบแพทย์ เพื่อตรวจคัดกรองแมมโมแกรม (Mammogram) ซึ่งเป็นการตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ในขณะที่ยังไม่แสดงอาการโดยผู้หญิงวัยตั้งแต่ 45 – 74 ปี ควรตรวจทุก 1 – 2 ปี
คุณสามารถลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมได้ หากคุณลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้เหลือไม่เกินวันละแก้ว หรือหากคุณยังมีนิสัยสูบบุหรี่ก็ให้เลิกสูบทันที และรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมกับวัยและอายุ และที่สำคัญ คือ ต้องออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ รวมถึงการรับประทานผักและผลไม้ ซึ่งให้วิตามินและเกลือแร่อย่างสม่ำเสมอ
มันไม่เร็วเกินไป ที่จะเริ่มคิดถึงวิธีการดูแลเต้านมให้มีสุขภาพดีได้ตลอดทั้งชีวิต และมันก็ไม่เคยสายเกินไปที่จะทำการเปลี่ยนแปลงดี ๆ ให้เกิดขึ้น
เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.shutterstock.com
ระบบประสาท (Nervous system) เป็นระบบที่ควบคุมการทำหน้าที่ของทุกระบบในร่างกาย ให้ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มาจากภายนอก และดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการจัดการ ความคิด ความรู้สึก สติปัญญา ความฉลาดไหวพริบ การตัดสินใจ การใช้เหตุผลและการแสดงอารมณ์
เราสามารถแบ่งอวัยวะในระบบประสาทออกตามตำแหน่งและโครงสร้าง ได้ดังนี้
อวัยวะในระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CNS) ซึ่งเป็นระบบประสาทที่รวบรวม ประมวลผล และสั่งการไปยังอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย ประกอบด้วย
เซลล์ประสาท (Neuron หรือ Nerve cell) ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ ตัวเซลล์ (Cell body) และส่วนที่ยื่นออกนอกตัวเซลล์ คือ เดนไดรต์ (Dendrite) ทำหน้าที่รับกระแสประสาทเข้าสู่เซลล์ มีหลายแขนง และแอกซอน (Axon) ทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทออกจากเซลล์ มีความยาวมากกว่าเดนไดรต์และมีแขนงเดียว และมีแผ่นไมอีลิน (Myelin sheath) หุ้มอยู่เป็นปล้อง ๆ ทำให้การส่งกระแสประสาทมีความเร็วมากขึ้น
สารสื่อประสาท (Neurotransmitter) การส่งกระแสประสาทในระบบประสาทนั้น บางจุดที่ไม่มีการเชื่อมต่อกันโดยตรง เช่น ระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกันเอง หรือปลายเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ ตรงจุดเชื่อมต่อนี้ ต้องอาศัยสารสื่อประสาทซึ่งเป็นสารเคมีที่สร้างจากปลายเซลล์ประสาทหรือตัวเซลล์ประสาท และหลั่งออกจากปลายประสาท เพื่อเป็นตัวนําสัญญาณประสาท (Neurotransmission) ผ่านรอยต่อระหว่างเซลล์ประสาท ที่เรียกว่า ไซแนปส์ (Synapse) หรือช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาทกับเซลล์กล้ามเนื้อ เพื่อให้วงจรการทำงานของระบบประสาทเกิดความสมบูรณ์ และเกิดการทำงานขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้สารเคมีที่พบว่าเป็นสารสื่อประสาท แบ่งออกเป็น 1) สารสื่อประสาทกลุ่มโคลิเนอร์จิค (Cholinergic) 2) สารสื่อประสาทกลุ่มอะดรีเนอร์จิค 3) สารสื่อประสาทกลุ่มซีโรโตนีน (Serotonin) 4) สารสื่อประสาทที่เป็นกรดอะมิโน (Amino group) 5) สารสื่อประสาทนิวโรเปปไตด์ (Neuropeptide) 6) ฮีสตามีน (Histamine)
เส้นประสาท (Nerve) คือ มัดของแอกซอนหลาย ๆ อันที่ยื่นยาวออกจากตัวเซลล์ประสาท รวมกันอยู่ภายในเยื่อหุ้มเส้นประสาท โดยมีทั้งเส้นประสาทนำเข้า (Afferent nerve) หรือเส้นประสาทรับความรู้สึก ที่จะนำความรู้สึกจากอวัยวะต่าง ๆ เข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง และเส้นประสาทนำออก (Efferent nerve) หรือเส้นประสาทสั่งการ ที่จะนำคำสั่งจากระบบประสาทส่วนกลางไปยังอวัยวะทั่วร่างกาย ทั้งนี้แอกซอนของเส้นประสาทนำเข้า และแอกซอนของเส้นประสาทนำออก อาจรวมอยู่ในเส้นประสาทเดียวกันได้ เรียก เส้นประสาทระคน (Mixed nerve)
ระบบประสาทส่วนกลาง อันประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนปลาย อันประกอบด้วยเส้นประสาทสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง ทั้ง 2 ระบบจะทำงานร่วมกัน โดยเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย กระแสประสาทนำความรู้สึกจะถูกส่งจากปลายประสาทที่อวัยวะนั้นๆ ซึ่งอยู่ในระบบประสาทส่วนปลาย เข้าสู่เส้นประสาทต่างๆ และเข้าสู่ไขสันหลังซึ่งอยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง เชื่อมต่อเข้ากับสมองเพื่อทำการประมวลผล เกิดอารมณ์ การเรียนรู้ และการจดจำ หลังจากนั้นสมองจะส่งกระแสประสาทที่เป็นการสั่งการ ส่วนหนึ่งผ่านสู่เส้นประสาทสมองกลับไปยังอวัยวะเป้าหมาย อีกส่วนผ่านเข้าสู่ไขสันหลัง กลับไปยังเส้นประสาทไขสันหลัง ไปถึงปลายประสาทในอวัยวะเป้าหมาย ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ตามคำสั่งของสมอง
ทั้งนี้การสั่งการจากสมอง หรือระบบประสาทสั่งการ (Motor nerves) จะมีทั้งแบบที่ร่างกายสามารถควบคุมได้ โดยมีผลไปยังกล้ามเนื้อโครงร่าง (Skeleton muscle) เช่น การขยับกล้ามเนื้อแขน ขา ทำให้มีการเดิน วิ่ง นั่ง รวมถึงปฏิกิริยาตอบกลับที่เป็น Reflex บางอย่าง รวมเรียก ระบบประสาทกาย (Somatic nervous system) และแบบที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ อยู่นอกการควบคุมของจิตใจ โดยมีผลกับกล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle) กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle) และต่อมต่าง ๆ เช่น การบีบตัวของอวัยวะภายใน หัวใจ ทางเดินอาหาร ปอด หลอดเลือด การหลั่งฮอร์โมน เรียก ระบบประสาทอัตโนมัติ (Automatic nervous system)
ทั้งนี้การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ จะเป็นการทำงานร่วมกันของ 2 ระบบย่อย คือ ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic nervous system) เน้นการเพิ่มการใช้พลังงาน ทำให้ร่างกายตื่นตัว มีอัตราเมตาบอลิซึมสูงขึ้น กับระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic nervous system) เน้นการเพิ่มการทำงานของอวัยวะ เพื่อให้ได้พลังงานและเก็บพลังงานไว้ใช้
เวียนศีรษะ ไมเกรน โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ โรคนอนไม่หลับ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคเหน็บชา
เวียนศีรษะ เวียนศีรษะไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการของโรค เหมือนกับอาการปวดศีรษะ อาการไข้การรักษาจึงต้องหาสาเหตุเพื่อทำการรักษา โดยอาการเวียนศีรษะนี้ จะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุ บางสาเหตุสามารถหายเองได้ เนื่องจากร่างกายมีกลไกในการปรับตัว ในขณะที่บางสาเหตุต้องได้รับการรักษา
ไมเกรน เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย และอาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติ ผู้ป่วยจะได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก
โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เซลล์สมองค่อย ๆ ตายลง และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมชนิดที่พบได้มากที่สุด ส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมความคิด ความทรงจำ และการใช้ภาษา อาการของโรคจะเริ่มจากการหลงลืมที่ไม่รุนแรงจนแย่ลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นไม่สามารถสนทนาโต้ตอบ หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง
โรคนอนไม่หลับ ผู้ที่มีอาการของโรคนอนไม่หลับมักพบตนเองตื่นนอนเร็ว และหลับต่อไม่ได้ ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียจากการนอนหลับไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดปัญหากับการปฏิบัติภารกิจในชีวิตประจำวัน
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการหนังตาตก ยิ้มได้น้อยลง หายใจลำบาก มีปัญหาการพูด การเคี้ยว การกลืน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันการรักษาทำได้เพียงบรรเทาอาการ
โรคเหน็บชา เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุหลักมาจากการขาดวิตามินบี 1 ซึ่งเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง ต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริม โดยผู้ป่วยจะมีอาการทางคลินิกหลายแบบขึ้นอยู่กับอายุและอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ
เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com www.haamor.com th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com
สมาคมนานาชาติที่ศึกษาเรื่องความปวด (IASP) ได้ให้คำนิยามของคำว่า Pain ไว้ว่า ความปวด (Pain) เป็นประสบการณ์ความรู้สึกที่ไม่สบาย ซึ่งเกิดจากการทำลายเนื้อเยื่อ หรือเสมือนหนึ่งมีการทำลายเนื้อเยื่อ ความปวดจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะมีทั้งความรู้สึก อารมณ์ ประสบการณ์ส่วนตัว ตลอดจนปัจจัยทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย
เราสามารถจำแนกความปวดได้หลายวิธี เช่น ถ้าจำแนกตามระยะเวลาก็จะเป็นความปวดเฉียบพลันและเรื้อรัง
ความปวดเฉียบพลัน (Acute pain) พบร้อยละ 80 ของความปวดทั้งหมด เป็นความปวดที่เพิ่งเกิดขึ้น มีระยะเวลาของความปวดที่จำกัด ปกติมักไม่เกิน 6 เดือน เป็นความปวดที่มีสาเหตุ เมื่อพยาธิสภาพหายไป อาการปวดก็หายไปด้วย เป็นความปวดที่ประเมินง่ายไม่ซับซ้อน ตัวอย่างความปวดชนิดนี้ เช่น ความปวดแผลหลังผ่าตัด หรือหลังอุบัติเหตุ เป็นต้น
ความปวดเรื้อรัง (Chronic pain) พบร้อยละ15-20 ของความปวดทั้งหมด เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นนานกว่าระยะเวลาสมานของเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ และบ่อยครั้งที่ไม่สามารถบ่งชี้ถึงสาเหตุของความปวดได้ ปกติมักเป็นความปวดนานเกิน 6 เดือน การประเมินความปวดเรื้อรังเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ต้องอาศัยระยะเวลา มีเรื่องสภาวะจิตใจร่วมด้วย ตัวอย่างความปวดชนิดนี้ เช่น ปวดเกร็ง
กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลังหรือคอ ปวดศีรษะ (ปวดแบบไซนัสอักเสบ) ข้ออักเสบหรือปวดข้อ ความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในบริเวณที่ปวด อาการชา รู้สึกซ่าๆ หรือความรู้สึกอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน ความปวดเรื้อรังมักมีอาการร่วม คือ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อารมณ์หงุดหงิด ความกระตือรือร้นและความคิดสร้างสรรค์ลดลง
ความปวดที่เกิดจากมะเร็ง (Cancer pain) เดิมถูกจัดอยู่ในกลุ่มของความปวดเรื้องรัง แต่เนื่องจากสาเหตุของการเกิดความปวด และพยาธิสภาพของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป จะต่างจากความปวดเรื้อรังชนิดอื่นๆ มาก ในปัจจุบันจึงแยกออกมา และมีวิธีการดูแลรักษาต่างกับปวดเรื้อรังชัดเจน
การจำแนกความปวดอีกวิธีจะใช้พยาธิสภาพที่ทำให้เกิดอาการปวดเป็นตัวจำแนก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ Nociceptive pain และ Neuropathic pain
Nociceptive pain เป็นความปวดที่มีสาเหตุจากการบาดเจ็บและ/หรือมีการทำลายของเนื้อเยื่อ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการที่มีพยาธิสภาพของโรค หรือการแพร่กระจายของโรคไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน
กลไกการเกิดความปวดชนิดนี้คือ มีการกระตุ้น Nociceptor ตามอวัยวะรับความรู้สึกส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจึงเรียกความปวดชนิดนี้ว่า Nociceptive pain ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความปวดชนิดเฉียบพลัน สามารถตรวจพบรอยโรคหรือการทำลายของเนื้อเยื่อนั้นได้ชัดเจน
Neuropathic pain ปวดเส้นประสาท เป็นความปวดซึ่งเป็นผลโดยตรงจากพยาธิสภาพหรือโรคต่อระบบรับความรู้สึกทางกาย (Somatosensory system) อันประกอบไปด้วยระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย โดยรอยโรคที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ก็ก่อให้เกิดอาการปวดเส้นประสาทได้ โดยการปวดเส้นประสาทนั้น สามารถมีอาการปวดได้หลายลักษณะ เช่น ปวดเสียวแปลบเหมือนไฟช็อต (lancinating) แสบร้อน (burning) รู้สึกยิบๆซ่าๆ (tingling) คัน (itching) ชา (paresthesia) ความรู้สึกผิดปกติเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเองหรือเกิดภายหลังการกระตุ้นก็ได้ อาจเกิดอาการเป็นพักๆ หรือตลอดเวลา อาจพบว่ามีการรับรู้ผิดปกติร่วมด้วยก็ได้
ทั้ง 2 ลักษณะของความปวด (nociceptive and neuropathic pain) จะตอบสนองต่อวิธีการรักษาแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่แพทย์จะต้องประเมินเพื่อวางแผนและดำเนินการรักษาได้อย่างถูกต้อง
เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
1. ผศ.พญ.สหัทยา ไพบูลย์วรชาติ. ความปวดและการประเมินความปวด. www.med.cmu.ac.th
2. รศ.พญ.วรรณา ศรีโรจนกุล และคณะ. วิสัญญีวิทยา. PAIN. www.si.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก : www.marklandclinic.com
ร่างกายของมนุษย์ทุกคนต้องดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อม ซึ่งมีทั้งที่เหมาะสม ไม่เหมาะสม เป็นภัยหรือไม่เป็นภัยกับร่างกาย โดยร่างกายได้พัฒนาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกรุกรานจากสิ่งแปลกปลอม ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น จุลินทรีย์โดยเฉพาะที่เป็นเชื้อโรค เซลล์มะเร็ง เซลล์ปลูกถ่าย รวมถึงสารเคมี ฝุ่นละออง ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในร่างกาย
เมื่อร่างกายสัมผัสเชื้อโรค (Pathogen) หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ จะมีกลไกการทำงาน อธิบายพอเข้าใจดังนี้
นอกเหนือจากภูมิคุ้มกันที่ได้มาตามธรรมชาติแล้ว ร่างกายยังสามารถรับภูมิคุ้มกันได้หลังจากคลอด (Acquired immunity) แบ่งเป็น 2 ชนิด
โรคภูมิแพ้ โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
โรคภูมิแพ้ เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อการถูกกระตุ้น โดยสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ผง เชื้อรา ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ อาหารบางอย่าง ซึ่งในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ สารเหล่านี้จะไม่มีอันตรายใด ๆ โรคภูมิแพ้จัดเป็นหนึ่งในโรคที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย
โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายมีความผิดปกติ โดยจะต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่อ อวัยวะของตนเอง ผู้ป่วยอาจมีอาการ ผื่นแดงตามใบหน้า ตาแห้ง ตัวบวม ขาบวม ปวดหัว ปวดบวมตามข้อต่อกระดูก ผมร่วง สมอง และระบบประสาทเสียหาย เป็นต้น โรคนี้มีหลายชนิด ที่พบบ่อยคือ โรคภูมิแพ้ เอส แอล อี (Systemic Lupus Erythematous: SLE)
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายเสื่อมหรือบกพร่อง ทำให้เป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาส และเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าปกติ อาการมักจะรุนแรง เรื้อรังและเสียชีวิตในที่สุด
เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com www.britannica.com th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า