ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

BannerQuiz-เทคนิคปรับลดพฤติกรรมเสี่ยง-edit1.jpg

แบบทดสอบ เทคนิคปรับลดพฤติกรรมเสี่ยง

 

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ เทคนิคปรับลดพฤติกรรมเสี่ยง

แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ

1. ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะขึ้นสูงสุดภายในเวลาเท่าใดหลังการดื่ม
2. ผู้ขับขี่รถมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่ระดับใดถือว่าผิดกฎหมาย
3. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ในร่างกาย
4. การใช้ถุงยางอนามัยในข้อใด อาจทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดและการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ลดลง
5. การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันโรคใดได้ดี
6. เหตุใดเมื่อเลิกสูบบุหรี่แล้ว ผู้ที่เคยสูบจะหายใจสะดวกขึ้น
7. ข้อใดกล่าวถูกต้อง ในการเลิกสูบบุหรี่
8. ในการเลิกบุหรี่ควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้ได้ภายในช่วงเวลาใด
9. นิโคตินในบุหรี่ทำให้สิ่งเหล่านี้สูงขึ้นยกเว้นข้อใด
10. ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อความยากในการเลิกสูบบุหรี่

 

 

 

 

 

 


-แก้ได้ด้วยตัวเอง.jpg

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาอาการปวดหลัง โดยเฉพาะหลังส่วนบนลามถึงบริเวณคอ  และเมื่อถามถึงสาเหตุของอาการดังกล่าว จะพบว่ามีทั้งสาเหตุที่แก้ไขได้ด้วยตัวเอง และอีกหลายสาเหตุต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือ มาดูกันว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่พอจะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง

 

สาเหตุจากโต๊ะทำงานของคุณ

อาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานาน เป็นอาการเจ็บป่วยที่พบบ่อย และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนต้องลาหยุดงาน ทั้งนี้ท่าทางการนั่งที่ไม่ถูกวิธีและการแบกน้ำหนักที่มากเกินไป เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ปวดหลัง

การแก้ไขคือ ถ้าคุณนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรตั้งหน้าจอให้อยู่ในระดับสายตาเพื่อที่จะไม่ต้องก้มมองหน้าจอ ขอเสริมอีกว่าหากงานของคุณต้องมีบางช่วงบางเวลาต้องยกของหนัก ให้ใช้ท่างอหัวเข่า หยิบจับของ แล้วใช้แรงขาช่วย ไม่ใช้การก้มตัวลงไปยกของโดยตรง

 

สาเหตุจากออกกำลังกายผิดวิธี

เรามักใส่ใจกับการออกกำลังกายไปยังอวัยวะหรือกล้ามเนื้อเป้าหมายโดยตรง  จนลืมให้ความสำคัญกับกล้ามเนื้อบริเวณอื่นซึ่งช่วยรักษาสมดุลของร่างกายไว้ เมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแล ร่างกายอาจขาดสมดุล นำไปสู่อาการปวดของกล้ามเนื้อหลังหรือคอได้

การแก้ไขคือ ควรให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายทุกสัดส่วน และลองใช้การออกกำลังกายพิลาทิส (Pilates exercises) เพื่อป้องกันอาการ ปวดหลัง และช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อพื้นฐานที่อาจลดความเสี่ยงต่อการปวดได้

 

สาเหตุจากกระเป๋าสะพายข้าง

แม้กระเป๋าสะพาย จะถูกออกแบบมาเพื่อให้สะพายที่ไหล่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะดีต่อร่างกายเสมอไปเพราะการสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่ง จะส่งผลต่อไหล่หรือคอ ทำให้เกิดอาการปวดตามมา และอาจถึงขั้นกระดูกสันหลังบิดได้ในกรณีใช้งานระยะยาว

การแก้ไขคือ ในวันที่ต้องบรรจุของปริมาณมาก แนะนำให้เปลี่ยนจากกระเป๋าสะพาย เป็นกระเป๋าเป้หลัง(Backpack) แทน ข้อดีคือน้ำหนักจะกระจายทั่วไหล่ทั้งสองข้าง แต่ต้องมั่นใจว่าน้ำหนักในกระเป๋าเป้หลัง ต้องไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวด้วย

 

สาเหตุจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่

ทุกครั้งที่คุณสูบบุหรี่ นั่นหมายถึงคุณลดปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อ ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาต่อกล้ามเนื้อ และความเสื่อมสภาพของระบบต่างๆในร่างกายตามมา

การแก้ไขคือ ลดหรืองด การนำสารนิโตตินจากบุหรี่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งจากการสูดดมควันโดยทางอ้อม และสูบบุหรี่เข้าสู่ร่างกายโดยตรง

 

สาเหตุจากระดับความเครียด

เมื่อมีความเครียด ร่างกายจะตอบสนองด้วยอาการปวด ตึงกล้ามเนื้อ  ความรู้สึกเหล่านี้เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อภาวะดังกล่าว และเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดได้การแก้ไขคือ อย่าเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ เพราะจะทำให้ความเครียดเพิ่มมากขึ้น หาวิธีเยียวยาจิตใจ ปรับมาเน้นไลฟ์สไตล์สุขภาพ ทำกิจกรรมกับกลุ่มคนรักสุขภาพ สามารถลดปัญหาลงได้มาก

สาเหตุอาการปวดหลังข้างต้น เป็นสาเหตุที่ยังสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่ยังมีบางสาเหตุ ที่คุณอาจไม่สามารถควบคุมได้ สาเหตุเหล่านี้ คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาทันที

  • กระดูกหักแบบอัด (Compression fractures) หรือโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) อายุที่เพิ่มขึ้น จะมาพร้อมความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน ซึ่งโรคนี้จะทำให้กระดูกอ่อนแอและเปราะบาง มีแนวโน้มที่จะแตกหักง่าย  อาการปวดหลังจึงอาจเป็นสัญญาณแรกของโรคกระดูกพรุนโดยที่คุณไม่รู้ตัว
  • โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี (Gallbladder diseases) ถุงน้ำดี เป็นอวัยวะในช่องท้องบริเวณใต้ตับ ทำหน้าที่ปล่อยน้ำดีเข้าไปในลำไส้เล็ก เพื่อช่วยในการย่อยไขมัน บางครั้งการอุดกั้นทางเดินน้ำดีจากสาเหตุต่างๆ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) ก่อให้เกิดการอักเสบ และนำมาซึ่งการปวดหลังได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล :  www.prevention.com
ภาพประกอบ :  www.freepik.com


-Excretory-system.jpg

การดำเนินชีวิตประจำวัน มีกระบวนการต่าง ๆ ที่จำเป็นเกิดขึ้นในร่างกาย ภายหลังเสร็จสิ้นแต่ละกระบวนการจะมีของเสียเกิดขึ้น ทั้งในส่วนที่ร่างกายไม่ต้องการและส่วนที่ร่างกายต้องการอยู่บ้าง แต่มีปริมาณมากเกินจนต้องขับออก ของเสียดังกล่าวมีทั้งที่อยู่ในรูปของ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ

ร่างกายจะมีวิธีในการขับถ่ายของเสียแต่ละประเภทแตกต่างกัน โดยมีการขับถ่ายของเสียที่เป็นของแข็ง ทางลำไส้ใหญ่ผ่านอุจจาระ การขับถ่ายของเสียที่เป็นน้ำ ทางไตผ่านปัสสาวะและทางผิวหนังผ่านเหงื่อ การขับถ่ายของเสียที่เป็นก๊าซ ออกทางปอด ผ่านลมหายใจออก

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

  1. การขับถ่ายของเสียที่เป็นน้ำ มีอวัยวะหลัก ๆ ที่สำคัญ คือ ไตและผิวหนัง
    ไต (Kidney) อวัยวะรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วเขียว มีขนาดใหญ่ อยู่ด้านซ้ายและขวาของกระดูกสันหลัง ภายในไตจะมีท่อเล็ก ๆ ที่มีผนังบาง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อระบบหมุนเวียนเลือด พาเลือดมาหมุนเวียนผ่านไต ผนังดังกล่าวจะทำหน้าที่กรองของเสีย เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย เกลือแร่และน้ำ ออกจากเลือด ทำให้เลือดที่มีของเสียกลายเป็นเลือดดีและไหลกลับเข้าสู่หัวใจ โดยน้ำและของเสียที่ไตกรองได้ จะไหลลงสู่ท่อไต เก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะและรอการขับออกจากร่างกายผ่านทางการขับถ่ายปัสสาวะ

    โดยปัสสาวะปกติ จะมีสีเหลือง ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน มีกลุ่นฉุนเล็กน้อย ประกอบด้วยน้ำประมาณ 95% และของแข็ง 5% ซึ่งเป็นทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ ได้แก่ ยูเรีย แอมโมเนีย น้ำตาล โซเดียม คลอไรด์ แคลเซี่ยม และแมกนีเซี่ยม รวมทั้งกรดไขมันและฮอร์โมนบางชนิดด้วย ปกติมีค่าเป็นกรด โดยมี pH ต่ำกว่า 7.4 แต่สามารถเปลี่ยนตามอาหารที่รับประทานและสภาวะสุขภาพของร่างกาย 
    ผิวหนัง (Skin)ที่ผิวหนังมีต่อมเหงื่อ (Sweat gland) ภายในต่อมเหงื่อจะมีท่อขดและมีหลอดเลือดฝอยลำเลียงเลือดที่มีของเสียมายังต่อมเหงื่อ โดยของเสียจะแพร่ออกจากหลอดเลือดฝอยเข้าสู่ท่อในต่อมเหงื่อ กลายเป็นเหงื่อ (Sweat) โดยเหงื่อจะประกอบด้วยน้ำร้อยละ 99 และสารอื่น ๆ อีกร้อยละ 1 ได้แก่ เกลือโซเดียมคลอไรด์ ยูเรีย แอมโมเนีย และสารอื่น ๆ เหงื่อจะถูกลำเลียงไปตามท่อออกสู่ภายนอกร่างกายผ่านรูเหงื่อ
    ทั้งนี้ในบางพื้นที่ของผิวหนัง อาทิ รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ จะมีต่อมเหงื่อชนิดที่ไม่มีรูเปิดออกสู่ภายนอกโดยตรง โดยสารที่ขับออกจากต่อมชนิดนี้จะทำให้ร่างกายเกิดกลิ่นตัว
  2. การขับถ่ายของเสียที่เป็นของแข็ง มีอวัยวะหลัก คือ ลำไส้ใหญ่
    ลำไส้ใหญ่ (
    Large intestine) ภายหลังจากอาหารที่รับประทาน ผ่านระบบย่อยอาหารเป็นที่เรียบร้อย กากอาหารจะเหลืออยู่ที่ลำไส้ใหญ่ ที่ซึ่งสารอาหารที่มีประโยชน์ อาทิ น้ำ แร่ธาตุ วิตามิน และกลูโคส จะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง ทำให้กากอาหารมีลักษณะเหนียว ข้นจนเป็นก้อนกึ่งแข็ง หลังจากนั้นกากอาหารจะถูกบีบให้เคลื่อนที่ไปอยู่ในส่วนของไส้ตรง ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ และขับถ่ายสู่ภายนอกร่างกายทางทวารหนัก กลายเป็นอุจจาระ
    อุจจาระ (Stools) ประกอบด้วยน้ำ 75% และของแข็ง 25% ได้แก่ กากอาหาร แบคทีเรีย ไขมัน เกลือ โปรตีน และอื่น ๆ โดยมีลักษณะ สีและกลิ่นแตกต่างกันไปตามส่วนประกอบของอุจจาระนั้นๆ ดังนั้นลักษณะของก้อนอุจาระอาจบอกสภาวะของร่างกายในเบื้องต้นได้ เช่น อุจจาระแข็ง เม็ดกลมเล็ก ร่างกายอาจขาดน้ำ ขาดใยอาหาร หรืออุจจาระอยู่ในลำไส้ใหญ่นานเกิน อุจจาระมีเลือดปน อาจมีเลือดออกที่ลำไส้ใหญ่ เป็นริดสีดวงเป็นต้น
  3. การขับถ่ายของเสียที่เป็นก๊าซ มีอวัยวะหลัก คือ ปอด (Lung)
    ปอด (Lung) นอกเหนือจากการหายใจเข้า ซึ่งเป็นการนำออกซิเจนจากอากาศภายนอกมาสู่ปอด โดยออกซิเจนจะแพร่จากถุงลมปอดเข้าหลอดเลือดฝอยปอด ไหลกลับเข้าสู่หัวใจเพื่อส่งไปเลี้ยงเซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกายในทางกลับกัน ของเสียที่เกิดขึ้นภายหลังกระบวนการเผาผลาญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่ออกจากเซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ เข้าสู่หลอดเลือดฝอย โดยผ่านขั้นตอนทางเคมีในระหว่างการเดินทางและกลับเข้าสู่หัวใจ และผ่านมาที่หลอดเลือดฝอยปอด ที่ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่ผ่านผนังของหลอดเลือดฝอยปอดเข้าสู่ถุงลมปอด แล้วลำเลียงไปตามหลอดลม เพื่อกำจัดออกนอกร่างกายทางจมูก ผ่านการหายใจออก

 

โรคระบบขับถ่ายที่พบบ่อย

โรคลำไส้อักเสบ   โรคริดสีดวงทวารหนัก   โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ   โรคไตวาย   กรวยไตอักเสบ   ท่อปัสสาวะอักเสบ

 

โรคลำไส้อักเสบ เป็นโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร โดยอาการที่แสดงออกจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าการอักเสบอยู่ที่ส่วนใด รวมถึงเกิดจากสาเหตุใด เชื้อโรคประเภทใด รวมถึงการเป็นโรคลำไส้อักเสบ ชนิดเฉียบพลันหรือชนิดเรื้อรัง

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคนี้พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงอยู่ติดกับปากช่องคลอด สั้นกว่าท่อปัสสาวะของผู้ชาย และอยู่ใกล้ทวารหนัก ซึ่งมีเชื้อแบคทีเรียจำนวนมาก จึงมีโอกาสติดเชื้อสูงกว่าอาการที่พบบ่อยได้แก่ ปัสสาวะบ่อย ถ่ายปัสสาวะไม่สุด ปวดแสบ ขัดขณะปัสสาวะ รวมถึงปัสสาวะขุ่น บางครั้งมีเลือดปนหรือมีกลิ่นผิดปกติ

โรคริดสีดวงทวารหนัก โรคนี้จะทำให้หลอดเลือดบริเวณลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มีอาการบวมและโป่งพอง รวมทั้งมีบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ จึงควรไปพบแพทย์ ตั้งแต่เริ่มมีอาการ

โรคไตวาย เป็นโรคที่เกิดจากไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือด ทำให้มีของเสียตกค้างในร่างกาย รวมถึงการเสียสมดุลของระดับน้ำ และแร่ธาตุในร่างกาย โรคไตวายมีทั้งแบบที่เป็นไตวายเฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง สาเหตุมีหลายประการ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การมีความดันโลหิตสูง และการเป็นโรคเบาหวาน

กรวยไตอักเสบ เป็นภาวะที่เกิดการติดเชื้อบริเวณกรวยไต จนมีการอักเสบ ผู้ป่วยมักจะมีอาการแบบเฉียบพลัน ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ปวดท้อง ปัสสาวะบ่อย เจ็บแสบเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น อาจมีเลือดปน มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น

ท่อปัสสาวะอักเสบ สาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อบริเวณท่อปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยพบสาเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อที่ไม่ใช่เพศสัมพันธ์และไม่เกิดจากการติดเชื้อเป็นส่วนน้อย โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากในทางกายภาพ ท่อปัสสาวะของผู้หญิงมีโอกาสรับเชื้อได้สูงกว่าท่อปัสสาวะของผู้ชาย

มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ในลำไส้ใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลง จากเซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งโดยมีการเพิ่มจำนวนจนร่างกายควบคุมไม่ได้ ในระยะแรกๆ อาจเป็นเพียงแค่เนื้องอกธรรมดา อาจไม่พบอาการ หรือมีอาการแต่ปล่อยทิ้งไว้ โดยเนื้องอกนั้นเวลาผ่านไป อาจกลายเป็นมะเร็งได้

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : en.wikipedia.org  th.wikipedia.org  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

 

 


B-clock.jpg

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาพบว่าสิ่งมีชีวิตมีระบบที่สำคัญในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในรอบวัน เสมือนนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) ในมนุษย์ ระบบดังกล่าวจะควบคุมการหลั่งฮอร์โมนเพื่อความตื่นตัว เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกาย เพื่อควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น (มืด-สว่าง) และเพื่อควบคุมระดับอุณหภูมิร่างกาย

รวมถึงพฤติกรรมและสรีรวิทยาในเรื่องอื่น ๆ ถ้าระบบนาฬิกาชีวภาพปกติ ร่างกายจะเกิดสมดุล ส่งผลให้สุขภาพเป็นปกติ แต่ถ้าคนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือมีพฤติกรรมที่ทำให้ระบบของนาฬิกาชีวภาพผิดปกติไป ผลเสียต่อสุขภาพจะตามมา

 

ระบบนาฬิกาชีวภาพ

มีศูนย์ควบคุมวงจรการหลับ-ตื่นในร่างกาย ตั้งอยู่ที่ Suprachiasmatic nucleus (SCN) ของสมองส่วนไฮโปธารามัส (Hypothalamus) โดยมีการศึกษาพบคุณสมบัติที่สำคัญคือ สามารถสร้างจังหวะการทำงานขึ้นมาได้เอง และถูกตั้งค่าใหม่ได้โดยแสงสว่าง ปกติในช่วงสว่างเมื่อจอประสาทตาหรือเรตินา (Retina) ได้รับแสงจะส่งสัญญาณไปยัง SCN โดย SCN จะแปรสัญญาณไปยังส่วนต่าง ๆ ของสมองที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย  หากเป็นตอนเช้าสัญญาณจะส่งผลให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และชะลอการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin)

ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นและมีความพร้อมสำหรับกิจกรรม ขณะที่ในช่วงมืด จอประสาทตาหรือเรตินา เมื่อได้รับแสงน้อยลง ต่อมไพเนียล (Pineal gland) จะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ออกมามากขึ้น  SCN จะแปรสัญญาณส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของสมอง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนอนหลับโดยร่างกายจะมีอุณหภูมิและความดันโลหิตลดลง และอาศัยช่วงเวลาที่นอนหลับซ่อมแซม ฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ จัดระเบียบความคิด ความจำในด้านต่าง ๆ ทำให้ร่างกายสามารถดำเนินกิจกรรมในเวลาต่อมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสภาวะอารมณ์ที่ดี

ในชีวิตประจำวัน มีหลายๆปัจจัยที่มีอิทธิพลทำให้นาฬิกาชีวภาพผิดปกติ ทั้งด้านสรีรวิทยา ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม โดยนาฬิกาชีวภาพที่ผิดปกติจะส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : 
en.wikipedia.org  ejournals.swu.ac.th  thestandard.co
ภาพประกอบจาก : myeivf.com


-Reproductive-system.jpg

ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system)ของมนุษย์ เป็นแบบปฏิสนธิภายในร่างกาย โดยเพศชายจะหลั่งอสุจิจำนวนมากในช่องคลอดของเพศหญิง อสุจิจะเดินทางเข้าไปในมดลูก และท่อนำไข่เพื่อปฏิสนธิกับไข่ ภายหลังการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะมีการฝังตัวและเจริญเติบโตที่ผนังมดลูก โดยอยู่ในครรภ์ประมาณ 9 เดือน ในระหว่างนั้นต่อมน้ำนมจะทำการผลิตน้ำนม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้นมของเพศหญิง

 

ระบบสืบพันธ์ุเพศชาย

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

สามารถแยกออกเป็น 3 กลุ่มตามหน้าที่ 

  1. อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและเก็บอสุจิ ประกอบด้วย อัณฑะ (Testis) เป็นต่อมรูปไข่มี 2 ข้าง ภายในมีหลอดสร้างตัวอสุจิ (Seminiferous Tubule) ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ (Sperm) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย ภายหลังการสร้างและพัฒนา อสุจิจะถูกส่งเข้าสู่หลอดเก็บตัวอสุจิ (Epididymis) ภายนอกอัณฑะ โดยอัณฑะจะถูกห่อหุ้มอยู่ในถุงหุ้มอัณฑะ (Scrotum) เพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างตัวอสุจิ โดยจะต่ำกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกายประมาณ 3-5 องศาเซลเซียสนอกจากนี้อัณฑะยังสร้างฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหลัก ที่ช่วยกระตุ้นให้แสดงลักษณะต่าง ๆ ของเพศชาย เช่น มีกล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อกระดูกโครงร่างใหญ่ มีหนวดเครา มีขนดก เป็นต้น 
  1. อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างของเหลวในการหลั่งอสุจิ และท่อนำอสุจิ ได้แก่ ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (Seminal vesicles) ทำหน้าที่สร้างอาหารเพื่อใช้เลี้ยงตัวอสุจิ รวมถึงการสร้างของเหลวมาผสมกับตัวอสุจิเพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอสุจิ ต่อมลูกหมาก (Prostate Gland) ทำหน้าที่หลั่งสารที่มีฤทธิ์เป็นเบสอ่อนๆ เพื่อปรับสมดุลกรด-เบสในท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอสุจิ ต่อมคาวเปอร์ (Cowper Gland) อยู่ใต้ต่อมลูกหมาก ทำหน้าที่หลั่งสารไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะที่เกิดการกระตุ้นทางเพศนอกจากนี้ยังมีหลอดนำอสุจิ (Vas deferens) อยู่ต่อจากหลอดเก็บตัวอสุจิ ทำหน้าที่ลำเลียงตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ 
  1. อวัยวะที่ใช้ในการร่วมเพศ จะเป็นอวัยวะเพศชายที่อยู่ภายนอก คือ องคชาต (Penis) ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของปัสสาวะและน้ำอสุจิ มีลักษณะเป็นท่อนยาว ประกอบไปด้วยส่วนของกล้ามเนื้อคล้ายฟองน้ำ (Corpus cavernosum) และส่วนของท่อปัสสาวะ โดยกล้ามเนื้อคล้ายฟองน้ำทำหน้าที่ในการกักเก็บเลือด ทำให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต จนสามารถสอดใส่เข้าไปภายในช่องคลอดของเพศหญิงได้ ส่วนปลายขององคชาตจะบานออกเป็นรูปดอกเห็ด โดยมีเส้นประสาท และเส้นเลือดเป็นจำนวนมาก

 

การทำงาน

ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system) ของมนุษย์ เพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิตั้งแต่อายุประมาณ 12 – 13 ปี โดยในการหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้ง จะมีตัวอสุจิเฉลี่ยประมาณ 350 – 500 ล้านตัว โดยปริมาณน้ำอสุจิและตัวอสุจิแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องเช่น อายุ ความแข็งแรง เชื้อชาติ อื่น ๆ น้ำอสุจิจะถูกขับออกจากร่างกายตรงปลายสุดขององคชาต โดยตัวอสุจิเมื่อออกสู่ภายนอกจะมีชีวิตอยู่ได้ 2 – 3 ชั่วโมง ในขณะที่อยู่ในมดลูกของเพศหญิงได้นาน 24 – 48 ชั่วโมง

 

โรคที่เกี่ยวข้อง

ต่อมลูกหมากโต   หย่อนสมรรถภาพทางเพศ   มะเร็งต่อมลูกหมาก   ไส้เลื่อน

  

ระบบสืบพันธ์ุเพศหญิง

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

อวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ส่วนใหญ่อยู่ภายในร่างกายบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยส่วนที่อยู่ภายในประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ รังไข่ (Ovary) ทำหน้าที่สร้างเซลล์ไข่ (Ovum) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธ์เพศหญิงและผลิตฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) มดลูก (Uterus) เชื่อมกับรังไข่ต่อจากท่อนำไข่ มีหน้าที่รองรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิ และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ มดลูกส่วนที่ต่อกับช่องคลอดจะมีส่วนที่เรียกว่า ปากมดลูก ช่องคลอด (Vagina) เป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อกับมดลูก มีหน้าที่เป็นช่องทางให้อวัยวะเพศชายสอดใส่และรองรับอสุจิที่หลั่งขณะมีเพศสัมพันธ์รวมถึงการเป็นช่องทางคลอดออกสู่โลกของทารก

สำหรับอวัยวะเพศหญิงที่อยู่ภายนอก ประกอบด้วยแคมใหญ่ แคมเล็กและปุ่มคริสตอริส (Clitoris) ซึ่งปุ่มนี้จะมีเส้นประสาทอยู่เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ในเพศหญิง จะมีการหลั่งเมือกจากต่อมบาร์โธลีน (Bartholin’s glands) ทำหน้าที่ช่วยในการหล่อลื่นและปรับลดความเป็นกรดในช่องคลอด

 

การทำงาน

เพศหญิงเมื่อเข้าอายุ 12 – 13 ปี ไข่จะเริ่มสุก แล้วตกจากรังไข่ เรียก การตกไข่ (Ovulation) โดยจะตกเดือนละ 1 ใบ สลับข้างกัน ไข่ที่ตกจะเคลื่อนเข้าสู่ท่อนำไข่ ระหว่างนั้นมดลูกจะเริ่มขยายขนาดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ทำให้ผนังมดลูกด้านในหนาตัวขึ้น และมีหลอดเลือดฝอยมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิ ในกรณีที่ไข่ไม่ได้รับการผสมจะค่อยๆฝ่อตัวไป ทำให้หลอดเลือดฝอยบริเวณผนังมดลูกเกิดการสลายตัว  เกิดเลือดหรือก้อนเลือดไหลผ่านช่องคลอดออกมา เรียก การมีประจำเดือน (Menstruation) ในขณะที่ผนังมดลูกค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ

 

โรคที่เกี่ยวข้อง

ช่องคลอดอักเสบ   ปีกมดลูกอักเสบ   อุ้งเชิงกรานอักเสบ   เชื้อราในช่องคลอด   ซีสต์ในรังไข่   ปวดประจำเดือน   มะเร็งปากมดลูก


ช่องคลอดอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ แบคทีเรียหรือเชื้อราในช่องคลอด ทำให้เกิดการอักเสบ มีตกขาวผิดปกติ เช่น มีสีเปลี่ยน มีกลิ่นเหม็น มีเลือดปน รวมถึงมีอาการคันหรือแสบช่องคลอด

ปีกมดลูกอักเสบ  เป็นส่วนหนึ่งของโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ โดยมีการติดเชื้อซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่บริเวณท่อนำไข่และต่อมาเกิดการอักเสบ การติดเชื้อสามารถเกิดได้กับปีกมดลูกข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง  ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องน้อย ปวดแบบเสียด ๆ คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออก อาจมีไข้

อุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นการติดเชื้อบริเวณระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณอุ้งเชิงกราน เช่น มดลูก ปีกมดลูก รังไข่ มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาการมีความแตกต่างกันบ้างตามอวัยวะที่อักเสบ

เชื้อราในช่องคลอด เป็นการติดเชื้อราภายในช่องคลอด ทำให้เกิดการระคายเคือง การคัน การบวมแดงของช่องคลอด รวมถึงตกขาวที่ผิดปกติ

ปวดประจำเดือน เป็นอาการที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างการมีประจำเดือน โดยจะปวดบีบเป็นพัก ๆ บริเวณท้องน้อย อาจร้าวไปถึงบริเวณหลัง บริเวณก้น หรือบริเวณต้นขา บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หน้ามืด เป็นลมร่วมด้วย

มะเร็งปากมดลูก
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เอชพีวี ชนิดที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก โดยไวรัสชนิดนี้จะติดต่อผ่านบาดแผลหรือรอยถลอกของอวัยวะสืบพันธ์ในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ และจะทำให้เซลล์ปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นมะเร็งได้ในเวลาหลายปี หลังจากนั้น

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com  www.britannica.com  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com


-เนื้อเยื่อ-และอวัยวะ-Cell-Tissue-and-Organ-2.jpg

เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะ (Cell, Tissue and Organ) คือ องค์ประกอบพื้นฐานของร่างกาย เริ่มจาก เซลล์ (Cell) โดยเซลล์หลาย ๆ เซลล์รวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื้อ (Tissue)  เนื้อเยื้อหลาย ๆ ประเภทจะรวมกลุ่มเป็นอวัยวะ (Organ) และอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะจะทำหน้าที่ประสานกันเป็นระบบอวัยวะ (Organ system) โดยระบบทุกระบบจะทำงานประสานกันเพื่อให้ร่างกาย (Body) อยู่ได้

 

เซลล์ (Cell)

เซลล์ (Cell) เป็นหน่วยเล็กที่สุดของสิ่งมีชิวิต ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปเพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ของเซลล์นั้น ๆ เช่น เซลล์ประสาทมีรูปร่างผอมยาว และมี myelin ห่อหุ้มซึ่งเป็นฉนวนตามธรรมชาติ และสามารถส่งกระแสประสาทได้  เซลล์กล้ามเนื้อจะหนาและยาว สามารถยืดและหดตัวเพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานได้  เซลล์เม็ดเลือดแดงจะแบนและเป็นรูปไข่ ลอยอยู่ในเลือดและสามารถจับออกซิเจนได้  ในขณะที่เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถกินเชื้อโรค หรือต่อต้านการติดเชื้อได้

 

เนื้อเยื่อ (Tissue)

เนื้อเยื่อ (Tissue) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากเซลล์ชนิดเดียวกันมารวมกัน เพื่อทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง เช่น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ จะประกอบไปด้วยกลุ่มของเซลล์กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อไขมัน จะประกอบไปด้วยกลุ่มของเซลล์ไขมัน เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จะใช้เรียกเนื้อเยื่อหลายชนิดที่มีความแข็งเหนียว เช่น เส้นเอ็น (tendon) หรือเอ็นยึดกระดูก (ligaments) ส่วนใหญ่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องการปฐมพยาบาล จะมีการกล่าวถึงเนื้อเยื่อมากกว่าเซลล์ เพราะเซลล์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในขณะที่เนื้อเยื่อสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าจึงสามารถบริหารจัดการได้ เช่น การเย็บแผลให้ติดกัน จะเป็นการยึดเนื้อเยื่อเอาไว้ ไม่ใช่เซลล์แต่ละเซลล์

 

อวัยวะ (Organ)

อวัยวะ (Organ) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากเนื้อเยื่อหลาย ๆ ชนิด มาอยู่รวมกัน และทำหน้าที่ที่มีความซับซ้อนแต่เป็นอย่างเดียวกัน เช่น หัวใจเป็นอวัยวะ ซึ่งมีเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และเนื้อเยื่อประสาท เนื้อเยื่อแต่ละประเภททำงานที่ซับซ้อนร่วมกัน เพื่อให้ หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปปอด และไปทั่วร่างกาย  ทั้งนี้อวัยวะสามารถทำงานได้มากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น ตาสามารถรับรู้สี การเคลื่อนไหว และแสง โดยตาสามารถขยับและปรับโฟกัสได้ อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย คือ ผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของชั้นเนื้อเยื่อ ที่ทำงานซับซ้อนร่วมกัน เพื่อให้ผิวหนังสามารถป้องกันขั้นแรกต่อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรค ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายรวมถึงการกำจัดของเสียผ่านเหงื่อ

 

เรียบเรียงโดย :  กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.honestdocs.co  haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.khanacademy.org

 


-เรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิง.jpg

การดูแลเต้านมของสาว ๆ ให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะการตรวจหาความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมตั้งแต่ต้นเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ลักษณะของเต้านมไม่ได้เหมือนกันตลอดเวลา บางครั้งการสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้หลาย ๆ คนเข้าใจผิด เกิดความกังวลมากเกินไป ในทางกลับกัน การเปลี่ยนแปลงของเต้านมบางอย่าง กลับเป็นสัญญาณเตือนถึงอันตราย การตื่นตัวให้ความสำคัญและรีบไปพบแพทย์จึงเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น การรู้จักเต้านมมากขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

เต้านมแบบไหนปกติ…แบบไหนที่ผิดปกติ

จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเต้านม อาจทำให้คุณกังวลได้ แต่บางครั้งสิ่งที่คุณกังวลกลับเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นกับเต้านมของทุกคน ตัวอย่างเช่น

  • เต้านมของคุณมีขนาดแตกต่างกันเล็กน้อย
  • เต้านมข้างหนึ่งห้อยต่ำกว่าอีกข้างหนึ่งเล็กน้อย
  • มีขนรอบหัวนมของคุณ
  • คุณรู้สึกเจ็บเต้านม หรือรู้สึกว่าเต้านมนิ่มขึ้น ช่วงก่อนและระหว่างช่วงเวลาการมีประจำเดือน

 

แต่เมื่อใดก็ตาม ที่คุณสังเกตเต้านมของคุณมีอาการ หรือการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัดทันที

  • เต้านมมีก้อนแข็งที่คุณไม่เคยรู้สึกมาก่อน
  • มีอาการบวมบริเวณหน้าอก บริเวณกระดูกไหปลาร้า หรือรักแร้
  • ผิวหนังแห้ง แตกออกเป็นผื่นแดง หรือผิวหนังหนาขึ้น เหมือนเปลือกส้ม บริเวณรอบ ๆ หัวนม
  • เลือด หรือของเหลวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่น้ำนมไหลออกจากหัวนม
  • มีอาการคันที่หน้าอก
  • หัวนมจมเข้าไปในเต้า โดยก่อนหน้าหัวนมยื่นออกเป็นปกติ

 

ทั้งนี้อาการดังที่กล่าวมา ไม่ได้หมายถึงว่าต้องเป็นอาการที่เป็นอันตรายแต่อย่างเดียว ในความเป็นจริงมันอาจจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ต้องทำอะไรมาก เช่น คันระคายเคืองจากเนื้อผ้า หรือความรัดของเสื้อที่สวม หรือจากการติดเชื้อบางชนิดที่พบได้ทั่วไป จนกระทั่งถึงเรื่องของมะเร็งเต้านม ซึ่งต้องพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวางแผนการรักษาอย่างรีบด่วน

 

รู้ความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม

พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเคยเลือกใช้ยาคุมกำเนิด รวมถึงครอบครัวมีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านมมาก่อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเมื่อคุณเข้าพบแพทย์ ควรจะแจ้งให้แพทย์ทราบถึงปัจจัยเสี่ยงด้วยทุกครั้ง

 

เต้านมมีการเปลี่ยนแปลง ในขณะตั้งครรภ์และช่วงให้นม

โดยธรรมชาติของคุณแม่ตั้งครรภ์ จะมีเต้านมขนาดใหญ่และมีความนุ่มมาก ส่วนบริเวณหัวนมจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ มองเห็นเส้นเลือดชัดมาก ขณะที่เนื้อเยื่อเต้านมจะเป็นก้อนคลำได้ ช่วงเวลานี้ซีสต์ หรือถุงน้ำ และเนื้องอกอาจเกิดขึ้นได้ โดยส่วนใหญ่ไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ดี หากคุณมีอาการผิดปกติ หรือไม่แน่ชัดกับอาการ ควรปรึกษาแพทย์ทันที

 

เต้านมมีการเปลี่ยนแปลงในวัย 40 อัพ 

ในวัย 40 อัพ ต่อมน้ำนมจะลดขนาดลง และอาจถูกแทนที่ด้วยชั้นไขมันใต้ผิวหนังซึ่งอาจทำให้ขนาดของเต้านมเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ วัยที่เพิ่มขึ้นความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมจะเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี หรือผู้หญิงที่ประจำเดือนหมดล่าช้าหลังอายุ 55 ปี ดังนั้น คุณควรปรึกษาและเข้าพบแพทย์ เพื่อตรวจคัดกรองแมมโมแกรม (Mammogram) ซึ่งเป็นการตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ในขณะที่ยังไม่แสดงอาการโดยผู้หญิงวัยตั้งแต่ 45 – 74 ปี ควรตรวจทุก 1 – 2 ปี

 

การมีนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ เป็นสิ่งจำเป็นในทุกช่วงอายุ

คุณสามารถลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมได้ หากคุณลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้เหลือไม่เกินวันละแก้ว หรือหากคุณยังมีนิสัยสูบบุหรี่ก็ให้เลิกสูบทันที  และรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมกับวัยและอายุ และที่สำคัญ คือ ต้องออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ รวมถึงการรับประทานผักและผลไม้ ซึ่งให้วิตามินและเกลือแร่อย่างสม่ำเสมอ

 

มันไม่เร็วเกินไป ที่จะเริ่มคิดถึงวิธีการดูแลเต้านมให้มีสุขภาพดีได้ตลอดทั้งชีวิต  และมันก็ไม่เคยสายเกินไปที่จะทำการเปลี่ยนแปลงดี ๆ ให้เกิดขึ้น

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: www.webmd.com
ภาพประกอบ: www.shutterstock.com


-Nervous-system.jpg

ระบบประสาท (Nervous system) เป็นระบบที่ควบคุมการทำหน้าที่ของทุกระบบในร่างกาย  ให้ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มาจากภายนอก และดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการจัดการ ความคิด ความรู้สึก สติปัญญา ความฉลาดไหวพริบ การตัดสินใจ การใช้เหตุผลและการแสดงอารมณ์

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

เราสามารถแบ่งอวัยวะในระบบประสาทออกตามตำแหน่งและโครงสร้าง ได้ดังนี้

อวัยวะในระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CNS) ซึ่งเป็นระบบประสาทที่รวบรวม ประมวลผล และสั่งการไปยังอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย ประกอบด้วย

  1. สมอง (Brain)
    • สมองส่วนหน้า (Forebrain) ประกอบด้วย
      • ซีรีบรัม (Cerebrum) หรือสมองใหญ่ เป็นสมองส่วนที่อยู่บนสุดของศีรษะ มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก ขนาดใหญ่เป็น 85% ของเนื้อเยื่อสมอง แบ่งเป็น 4 พู ได้แก่ 1) พูหน้า (Frontal lobe) ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การออกเสียง ความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก ความรู้สึก พื้นอารมณ์ 2) พูขมับ (Temporal lobe) ทำหน้าที่ควบคุมการได้ยิน การดมกลิ่น 3) พูหลัง (Occipital lobe) ทำหน้าที่ควบคุมการมองเห็น และ 4) พูข้าง (Parietal lobe) ทำหน้าที่ควบคุมความรู้สึกด้านการสัมผัส การพูด การรับรส
      • ธาลามัส (Thalamus) เป็นศูนย์รวมของกระแสประสาททั้งหมดที่มาจากอวัยวะทั่วร่างกาย และส่งกระแสประสาทนั้น ไปยังส่วนของสมองที่ควบคุมกับเรื่องนั้นๆ รวมถึงการรับรู้ สั่งการ และแสดงออกด้านความเจ็บปวด
      • ไฮโปธาลามัส (Hypothalamus) อยู่ใต้ธาลามัสติดกับต่อมใต้สมอง (Pituitary grand) ทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานของระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ ควบคุมกระบวนการเมตาบอลิซึมบางอย่าง รวมทั้งการเป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัตโนมัติ ทำหน้าที่ควบคุมการนอนหลับ การกิน การกระหายน้ำ การหนีภัย การต่อสู้ การรักษาสมดุลของร่างกาย รวมทั้งการรักษาอุณหภูมิของร่างกาย พฤติกรรมทางเพศ รวมถึงวงจรนาฬิกาชีวภาพ
    • สมองส่วนกลาง (Midbrain) อยู่ต่อจากสมองส่วนหน้า ในคนสมองส่วนนี้จะถูกซีรีบรัมบังเอาไว้ มีหน้าที่เป็นสถานีเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมองส่วนหน้ากับสมองส่วนท้าย รวมถึงการควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตาและม่านตา
    • สมองส่วนท้าย (Hindbrain) ประกอบด้วย
      • ซีรีเบลลัม (Cerebellum) หรือสมองน้อย มีหน้าที่หลักในการควบคุมการทรงตัว ควบคุมและประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกาย
      • เมดุลลา (Medulla oblongata) เป็นทางผ่านของกระแสประสาทจากไขสันหลังกับสมอง โดยเป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัตโนมัติ ร่วมกับไฮโปธาลามัส ควบคุมการเต้นของหัวใจการหายใจ การกลืน จาม สะอึก
      • พอนส์ (Pons) ควบคุมการเคี้ยว กลืน หลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวใบหน้า
        โดยภายนอกของสมองจะมีชั้นของเยื่อหุ้มสมอง (Meninges) อยู่ 3 ชั้น ทำหน้าที่ป้องกันสมองถูกกระทบกระเทือน และมีเส้นเลือดฝอยนำอาหารมาเลี้ยงสมองอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ในระหว่างเยื่อหุ้มสมองชั้นกลางกับชั้นใน ยังมีของเหลวที่เรียกว่า น้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (Cerebrospinal fluid) ช่วยป้องกันการกระทบกระเทือน ช่วยนำอาหารไปเลี้ยงสมองและไขสันหลัง รวมถึงช่วยรักษาความดันสมองให้คงที่
  2. ไขสันหลัง (Spinal cord) เป็นเนื้อเยื่อประสาท มีลักษณะเป็นท่อทรงผอม ต่อลงมาจากสมองส่วนเมดุลลา ยาวประมาณ 42 – 45 ซม. บรรจุอยู่ในโพรงกระดูกสันหลัง (Vertebral canal) มีเยื่อหุ้มไขสันหลัง (Meninges) หุ้มภายนอก ไขสันหลังมีหน้าที่เชื่อมโยงสัญญาณประสาทระหว่างสมองกับเส้นประสาทไขสันหลังซึ่งเชื่อมอยู่กับอวัยวะทั่วร่างกาย

 

อวัยวะในระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System : PNS) ประกอบด้วย

  1. เส้นประสาทสมอง (Cranial nerve) เป็นเส้นประสาทที่แยกออกจากสมองโดยตรง มีหน้าที่นำกระแส ประสาทระหว่างสมองและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เส้นประสาทสมองมี 12 คู่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามหน้าที่ โดยกลุ่มที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกอย่างเดียว มี 3 คู่ กลุ่มที่ทำหน้าที่สั่งการอย่างเดียว มี 5 คู่ และกลุ่มที่ทำหน้าที่ทั้งรับความรู้สึกและสั่งการมี 4 คู่
  2. เส้นประสาทไขสันหลัง (Spinal nerve) เป็นเส้นประสาทที่แยกออกจากไขสันหลัง มีหน้าที่นำกระแสประสาทที่เป็นทั้งรับความรู้สึกและสั่งการ เส้นประสาทไขสันหลังมี 31 คู่ แบ่งตามตำแหน่งได้เป็น เส้นประสาทคอ 8 คู่ เส้นประสาทอก 12 คู่ เส้นประสาทเอว 5 คู่ เส้นประสาทกระเบนเหน็บ 5 คู่ เส้นประสาทก้นกบ 1 คู่

 

โดยโครงสร้างหน่วยย่อยที่สำคัญของระบบประสาท คือ

เซลล์ประสาท (Neuron หรือ Nerve cell) ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ ตัวเซลล์ (Cell body) และส่วนที่ยื่นออกนอกตัวเซลล์ คือ เดนไดรต์ (Dendrite) ทำหน้าที่รับกระแสประสาทเข้าสู่เซลล์ มีหลายแขนง และแอกซอน (Axon) ทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทออกจากเซลล์ มีความยาวมากกว่าเดนไดรต์และมีแขนงเดียว และมีแผ่นไมอีลิน (Myelin sheath) หุ้มอยู่เป็นปล้อง ๆ ทำให้การส่งกระแสประสาทมีความเร็วมากขึ้น

สารสื่อประสาท (Neurotransmitter) การส่งกระแสประสาทในระบบประสาทนั้น บางจุดที่ไม่มีการเชื่อมต่อกันโดยตรง เช่น ระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกันเอง หรือปลายเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ ตรงจุดเชื่อมต่อนี้ ต้องอาศัยสารสื่อประสาทซึ่งเป็นสารเคมีที่สร้างจากปลายเซลล์ประสาทหรือตัวเซลล์ประสาท และหลั่งออกจากปลายประสาท เพื่อเป็นตัวนําสัญญาณประสาท (Neurotransmission) ผ่านรอยต่อระหว่างเซลล์ประสาท ที่เรียกว่า ไซแนปส์ (Synapse) หรือช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาทกับเซลล์กล้ามเนื้อ เพื่อให้วงจรการทำงานของระบบประสาทเกิดความสมบูรณ์ และเกิดการทำงานขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้สารเคมีที่พบว่าเป็นสารสื่อประสาท แบ่งออกเป็น 1) สารสื่อประสาทกลุ่มโคลิเนอร์จิค (Cholinergic) 2) สารสื่อประสาทกลุ่มอะดรีเนอร์จิค 3) สารสื่อประสาทกลุ่มซีโรโตนีน (Serotonin)  4) สารสื่อประสาทที่เป็นกรดอะมิโน (Amino group)  5) สารสื่อประสาทนิวโรเปปไตด์ (Neuropeptide) 6) ฮีสตามีน (Histamine)

เส้นประสาท (Nerve) คือ มัดของแอกซอนหลาย ๆ อันที่ยื่นยาวออกจากตัวเซลล์ประสาท รวมกันอยู่ภายในเยื่อหุ้มเส้นประสาท โดยมีทั้งเส้นประสาทนำเข้า (Afferent nerve) หรือเส้นประสาทรับความรู้สึก ที่จะนำความรู้สึกจากอวัยวะต่าง ๆ เข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง และเส้นประสาทนำออก (Efferent nerve) หรือเส้นประสาทสั่งการ ที่จะนำคำสั่งจากระบบประสาทส่วนกลางไปยังอวัยวะทั่วร่างกาย ทั้งนี้แอกซอนของเส้นประสาทนำเข้า และแอกซอนของเส้นประสาทนำออก อาจรวมอยู่ในเส้นประสาทเดียวกันได้ เรียก เส้นประสาทระคน (Mixed nerve)

 

การทำงานของระบบประสาท

ระบบประสาทส่วนกลาง อันประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนปลาย อันประกอบด้วยเส้นประสาทสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง ทั้ง 2 ระบบจะทำงานร่วมกัน โดยเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย กระแสประสาทนำความรู้สึกจะถูกส่งจากปลายประสาทที่อวัยวะนั้นๆ ซึ่งอยู่ในระบบประสาทส่วนปลาย เข้าสู่เส้นประสาทต่างๆ และเข้าสู่ไขสันหลังซึ่งอยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง เชื่อมต่อเข้ากับสมองเพื่อทำการประมวลผล เกิดอารมณ์ การเรียนรู้ และการจดจำ หลังจากนั้นสมองจะส่งกระแสประสาทที่เป็นการสั่งการ ส่วนหนึ่งผ่านสู่เส้นประสาทสมองกลับไปยังอวัยวะเป้าหมาย อีกส่วนผ่านเข้าสู่ไขสันหลัง กลับไปยังเส้นประสาทไขสันหลัง ไปถึงปลายประสาทในอวัยวะเป้าหมาย ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ตามคำสั่งของสมอง

ทั้งนี้การสั่งการจากสมอง หรือระบบประสาทสั่งการ (Motor nerves) จะมีทั้งแบบที่ร่างกายสามารถควบคุมได้ โดยมีผลไปยังกล้ามเนื้อโครงร่าง (Skeleton muscle) เช่น การขยับกล้ามเนื้อแขน ขา ทำให้มีการเดิน วิ่ง นั่ง รวมถึงปฏิกิริยาตอบกลับที่เป็น Reflex บางอย่าง รวมเรียก ระบบประสาทกาย (Somatic nervous system) และแบบที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ อยู่นอกการควบคุมของจิตใจ โดยมีผลกับกล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle) กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle) และต่อมต่าง ๆ เช่น การบีบตัวของอวัยวะภายใน หัวใจ ทางเดินอาหาร ปอด หลอดเลือด การหลั่งฮอร์โมน เรียก ระบบประสาทอัตโนมัติ (Automatic nervous system)

ทั้งนี้การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ จะเป็นการทำงานร่วมกันของ 2 ระบบย่อย คือ ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic nervous system) เน้นการเพิ่มการใช้พลังงาน ทำให้ร่างกายตื่นตัว มีอัตราเมตาบอลิซึมสูงขึ้น กับระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic nervous system) เน้นการเพิ่มการทำงานของอวัยวะ เพื่อให้ได้พลังงานและเก็บพลังงานไว้ใช้

 

โรคระบบประสาทที่พบบ่อย

เวียนศีรษะ   ไมเกรน   โรคหลอดเลือดสมอง   โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์   โรคนอนไม่หลับ   โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง   โรคเหน็บชา

 

เวียนศีรษะ เวียนศีรษะไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการของโรค เหมือนกับอาการปวดศีรษะ อาการไข้การรักษาจึงต้องหาสาเหตุเพื่อทำการรักษา โดยอาการเวียนศีรษะนี้ จะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุ บางสาเหตุสามารถหายเองได้ เนื่องจากร่างกายมีกลไกในการปรับตัว ในขณะที่บางสาเหตุต้องได้รับการรักษา

ไมเกรน เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย และอาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติ  ผู้ป่วยจะได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เซลล์สมองค่อย ๆ ตายลง และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมชนิดที่พบได้มากที่สุด ส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมความคิด ความทรงจำ และการใช้ภาษา อาการของโรคจะเริ่มจากการหลงลืมที่ไม่รุนแรงจนแย่ลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นไม่สามารถสนทนาโต้ตอบ หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง

โรคนอนไม่หลับ ผู้ที่มีอาการของโรคนอนไม่หลับมักพบตนเองตื่นนอนเร็ว และหลับต่อไม่ได้ ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียจากการนอนหลับไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดปัญหากับการปฏิบัติภารกิจในชีวิตประจำวัน

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการหนังตาตก ยิ้มได้น้อยลง หายใจลำบาก มีปัญหาการพูด การเคี้ยว การกลืน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันการรักษาทำได้เพียงบรรเทาอาการ

โรคเหน็บชา เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุหลักมาจากการขาดวิตามินบี 1 ซึ่งเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง ต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริม โดยผู้ป่วยจะมีอาการทางคลินิกหลายแบบขึ้นอยู่กับอายุและอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com  www.haamor.com  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

 

 


.jpg

สมาคมนานาชาติที่ศึกษาเรื่องความปวด (IASP) ได้ให้คำนิยามของคำว่า Pain ไว้ว่า ความปวด (Pain) เป็นประสบการณ์ความรู้สึกที่ไม่สบาย ซึ่งเกิดจากการทำลายเนื้อเยื่อ หรือเสมือนหนึ่งมีการทำลายเนื้อเยื่อ ความปวดจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะมีทั้งความรู้สึก อารมณ์ ประสบการณ์ส่วนตัว ตลอดจนปัจจัยทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย

 

แบ่งตามระยะเวลาที่เกิด

เราสามารถจำแนกความปวดได้หลายวิธี เช่น ถ้าจำแนกตามระยะเวลาก็จะเป็นความปวดเฉียบพลันและเรื้อรัง 

ความปวดเฉียบพลัน (Acute pain) พบร้อยละ 80 ของความปวดทั้งหมด เป็นความปวดที่เพิ่งเกิดขึ้น มีระยะเวลาของความปวดที่จำกัด ปกติมักไม่เกิน 6 เดือน เป็นความปวดที่มีสาเหตุ เมื่อพยาธิสภาพหายไป อาการปวดก็หายไปด้วย เป็นความปวดที่ประเมินง่ายไม่ซับซ้อน ตัวอย่างความปวดชนิดนี้ เช่น ความปวดแผลหลังผ่าตัด หรือหลังอุบัติเหตุ เป็นต้น

ความปวดเรื้อรัง (Chronic pain) พบร้อยละ15-20 ของความปวดทั้งหมด เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นนานกว่าระยะเวลาสมานของเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ และบ่อยครั้งที่ไม่สามารถบ่งชี้ถึงสาเหตุของความปวดได้ ปกติมักเป็นความปวดนานเกิน 6 เดือน การประเมินความปวดเรื้อรังเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ต้องอาศัยระยะเวลา มีเรื่องสภาวะจิตใจร่วมด้วย ตัวอย่างความปวดชนิดนี้ เช่น ปวดเกร็ง
กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลังหรือคอ ปวดศีรษะ (ปวดแบบไซนัสอักเสบ) ข้ออักเสบหรือปวดข้อ ความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในบริเวณที่ปวด อาการชา รู้สึกซ่าๆ หรือความรู้สึกอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน ความปวดเรื้อรังมักมีอาการร่วม คือ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อารมณ์หงุดหงิด ความกระตือรือร้นและความคิดสร้างสรรค์ลดลง

ความปวดที่เกิดจากมะเร็ง (Cancer pain)  เดิมถูกจัดอยู่ในกลุ่มของความปวดเรื้องรัง แต่เนื่องจากสาเหตุของการเกิดความปวด และพยาธิสภาพของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป จะต่างจากความปวดเรื้อรังชนิดอื่นๆ มาก ในปัจจุบันจึงแยกออกมา และมีวิธีการดูแลรักษาต่างกับปวดเรื้อรังชัดเจน

 

แบ่งตามกลไกการเกิด

การจำแนกความปวดอีกวิธีจะใช้พยาธิสภาพที่ทำให้เกิดอาการปวดเป็นตัวจำแนก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ Nociceptive pain และ Neuropathic pain

Nociceptive pain เป็นความปวดที่มีสาเหตุจากการบาดเจ็บและ/หรือมีการทำลายของเนื้อเยื่อ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการที่มีพยาธิสภาพของโรค หรือการแพร่กระจายของโรคไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน

กลไกการเกิดความปวดชนิดนี้คือ มีการกระตุ้น Nociceptor ตามอวัยวะรับความรู้สึกส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจึงเรียกความปวดชนิดนี้ว่า Nociceptive pain ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความปวดชนิดเฉียบพลัน สามารถตรวจพบรอยโรคหรือการทำลายของเนื้อเยื่อนั้นได้ชัดเจน

Neuropathic pain ปวดเส้นประสาท เป็นความปวดซึ่งเป็นผลโดยตรงจากพยาธิสภาพหรือโรคต่อระบบรับความรู้สึกทางกาย (Somatosensory system) อันประกอบไปด้วยระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย โดยรอยโรคที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ก็ก่อให้เกิดอาการปวดเส้นประสาทได้ โดยการปวดเส้นประสาทนั้น สามารถมีอาการปวดได้หลายลักษณะ เช่น ปวดเสียวแปลบเหมือนไฟช็อต (lancinating) แสบร้อน (burning) รู้สึกยิบๆซ่าๆ (tingling) คัน (itching) ชา (paresthesia) ความรู้สึกผิดปกติเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเองหรือเกิดภายหลังการกระตุ้นก็ได้ อาจเกิดอาการเป็นพักๆ หรือตลอดเวลา อาจพบว่ามีการรับรู้ผิดปกติร่วมด้วยก็ได้

 

ทั้ง 2 ลักษณะของความปวด (nociceptive and neuropathic pain) จะตอบสนองต่อวิธีการรักษาแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่แพทย์จะต้องประเมินเพื่อวางแผนและดำเนินการรักษาได้อย่างถูกต้อง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
1. 
ผศ.พญ.สหัทยา ไพบูลย์วรชาติ. ความปวดและการประเมินความปวด. www.med.cmu.ac.th
2. 
รศ.พญ.วรรณา ศรีโรจนกุล และคณะ. วิสัญญีวิทยา. PAIN. www.si.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก : www.marklandclinic.com


-Immune-system.jpg

ร่างกายของมนุษย์ทุกคนต้องดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อม ซึ่งมีทั้งที่เหมาะสม ไม่เหมาะสม เป็นภัยหรือไม่เป็นภัยกับร่างกาย โดยร่างกายได้พัฒนาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกรุกรานจากสิ่งแปลกปลอม ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น จุลินทรีย์โดยเฉพาะที่เป็นเชื้อโรค เซลล์มะเร็ง เซลล์ปลูกถ่าย รวมถึงสารเคมี ฝุ่นละออง ขนสัตว์ เกสรดอกไม้  ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในร่างกาย

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

  1. ไขกระดูก (Bone marrow) เป็นโพรงที่อยู่ตรงกลางของกระดูก โดยเฉพาะกระดูกท่อนยาว มีหน้าที่ในการผลิตเม็ดเลือดขาว (White blood cells, Leukocytes) ทุกชนิด รวมถึงเม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด
  2. ต่อมไทมัส (Thymus gland) เป็นต่อมที่เม็ดเลือดขาวชนิดทีลิมโฟไซต์ (T- Lymphocyte) ซึ่งถูกสร้างจากไขกระดูกมาพัฒนาจนสมบูรณ์ ก่อนส่งสู่กระแสเลือด เพื่อทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกัน
  3. ต่อมน้ำเหลือง (Lymph node) เป็นต่อมรูปไข่ กระจายอยู่เป็นระยะตามหลอดน้ำเหลือง ทำหน้าที่กรองน้ำเหลือง โดยเป็นที่อยู่ของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ที่คอยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะแบคทีเรียที่เข้ามาสู่ร่างกาย รวมถึงการทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่หมดอายุ
  4. ม้าม (Spleen) เป็นที่อยู่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ (Monocyte) และลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) รวมถึงการทำลายเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดที่หมดอายุ

 

การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

เมื่อร่างกายสัมผัสเชื้อโรค (Pathogen) หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ จะมีกลไกการทำงาน อธิบายพอเข้าใจดังนี้

  • ด่านที่ 2 การป้องกันโดยการทำงานของเม็ดเลือดขาว ในกรณีที่เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมสามารถผ่านด่านที่ 1 เข้าสู่ร่างกายได้ เนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะเกิดการอักเสบ จากนั้นเม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ จะร่วมกันทำงานโดยเม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocyte) ได้แก่ เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ (Monocyte) แมคโครฟาจ (Macrophage) และนิวโทรฟิล (Neutrophil) จะเข้าจับกินเชื้อโรค โดยเฉพาะแบคทีเรียเรียก กระบวนการฟาโกไซโตซิส (Phagocytosis) หลังจากนั้นทั้งเชื้อโรคและเม็ดเลือดขาวจะตายแล้วกลายเป็นหนอง  นอกจากนี้ยังมีอินเตอร์เฟียรอน (Interferon) ช่วยขัดขวางการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส เซลล์เอ็นเค (Natural killer cell) ช่วยในการทำลายเซลล์เนื้องอก (Tumor cell) และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส  รวมถึงการมีระบบคอมพลีเมนต์ (complement system) ที่กลุ่มของโปรตีนในซีรัมหรือน้ำเลือด ช่วยให้แบคทีเรียที่มีแอนติบอดี (Antibody) เกาะอยู่ ถูกเซลล์จับกินได้ง่ายขึ้นทั้งนี้กลไกการป้องกันในด่าน 1 และด่าน 2 นั้น ถือเป็นกลไกการป้องกันแบบไม่เฉพาะเจาะจง (Nonspecific defense mechanism) มีความสามารถในการป้องกันหรือทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน และภาวะโภชนาการของแต่ละบุคคล
  • ด่านที่ 3 การป้องกันโดยการสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม เรียก แอนติเจน (Antigen) แบบเฉพาะเจาะจง โดยในขั้นตอนนี้ จะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ทั้งชนิดบี (B-lymphocyte) และชนิดที (T-lymphocyte)โดยบี ลิมโฟไซต์ เมื่อสัมผัสแอนติเจนจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์พลาสมา (Plasma cell) เพื่อทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี เรียก อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin)  เพื่อตอบสนองต่อแอนติเจนแต่ละชนิดอย่างจำเพาะเจาะจง ปกติร่างกายจะสามารถสร้างแอนติบอดีได้ภายใน 14 วัน ขึ้นกับชนิด ปริมาณและวิธีการเข้าสู่ร่างกายของแอนติเจนนั้นๆ นอกจากนี้บางส่วนของบี ลิมโฟไซต์ ยังเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เมมเมอรี่ (Memory cell) เพื่อจดจำแอนติเจนที่เคยเข้ามา และสร้างแอนติบอดีได้เร็วขึ้นหากมีเชื้อเดิมเข้ามาในร่างกายอีกสำหรับที ลิมโฟไซต์จะมีอยู่ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเซลล์ที ที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม (Cytotoxic T-cell, CD8+) มีหน้าที่ตรวจจับและทำลาย เซลล์มะเร็งเซลล์ติดเชื้อไวรัส เซลล์จากอวัยวะปลูกถ่าย เป็นต้น กลุ่มที่สองเซลล์ที ผู้ช่วย (Helper T-cell, CD4+) มีหน้าที่กระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ และกลุ่มที่ 3 เป็นเซลล์ที กดภูมิคุมกัน (suppressor T-cell) มีหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ให้มีการตอบสนองมากเกินไป

 

การสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

นอกเหนือจากภูมิคุ้มกันที่ได้มาตามธรรมชาติแล้ว ร่างกายยังสามารถรับภูมิคุ้มกันได้หลังจากคลอด (Acquired immunity) แบ่งเป็น 2 ชนิด

  • ภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active immunity) เป็นภูมิคุ้มกันที่เกิดจากร่างกายได้รับแอนติเจน หรือเชื้อโรคที่อ่อนกำลังลง จนไม่สามารถทำอันตรายต่อสุขภาพ โดยการนำมาฉีด กิน หรือทาที่ผิวหนัง กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น เช่น การฉีดวัคซีนไอกรน โปลิโอ วัณโรค ไทฟอยด์ เป็นต้น
  • ภูมิคุ้มกันรับมา (Passive immunity) เป็นภูมิคุ้มกันที่ได้มาจากการสกัดจากเลือดของสิ่งมีชีวิต แล้วนำมาฉีดให้ร่างกายต้านทานโรคได้ทันที เช่น เซรุ่มแก้พิษงู เซรุ่มโรคพิษสุนัขบ้า บาดทะยัก คอตีบ เป็นต้น หรือการได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ตั้งเเต่อยู่ในครรภ์

 

โรคระบบภูมิคุ้มกันที่พบบ่อย

โรคภูมิแพ้   โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง   โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

โรคภูมิแพ้ เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อการถูกกระตุ้น โดยสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ผง  เชื้อรา ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ อาหารบางอย่าง ซึ่งในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ สารเหล่านี้จะไม่มีอันตรายใด ๆ โรคภูมิแพ้จัดเป็นหนึ่งในโรคที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย

โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายมีความผิดปกติ โดยจะต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่อ อวัยวะของตนเอง ผู้ป่วยอาจมีอาการ ผื่นแดงตามใบหน้า ตาแห้ง ตัวบวม ขาบวม ปวดหัว ปวดบวมตามข้อต่อกระดูก ผมร่วง สมอง และระบบประสาทเสียหาย เป็นต้น โรคนี้มีหลายชนิด ที่พบบ่อยคือ โรคภูมิแพ้ เอส แอล อี (Systemic Lupus Erythematous: SLE)

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายเสื่อมหรือบกพร่อง ทำให้เป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาส และเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าปกติ อาการมักจะรุนแรง เรื้อรังและเสียชีวิตในที่สุด

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.livescience.com  www.britannica.com  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก